Home ภาพข่าวกิจกรรม สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และ ธนาคารกรุงเทพ จัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 เสริมศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เตรียมพร้อมไทยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank 2026

สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และ ธนาคารกรุงเทพ จัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 เสริมศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เตรียมพร้อมไทยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank 2026

by admin
76 views

สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และธนาคารกรุงเทพ ร่วมเสริมศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เตรียมพร้อมไทยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank 2026 ผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 โดยนายไชยฤทธิ์ ให้มุมมองถึงการรับมือความเสี่ยงและการสร้างโอกาสของเศรษฐกิจ ขณะที่ ดร.ธนวรรธน์ มองการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และเสริมเสน่ห์ของความเป็นไทยให้กลับมาเป็นทางรอดสุดท้ายของการฟื้นเศรษฐกิจไทย และกลับมายิ่งใหญ่ในเวทีโลก

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2569 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยนางสาวพิมพ์รภัส  ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ได้เปิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ภายใต้หัวข้อ “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” โดยได้รับเกียรติจากนายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่  ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) , นายอภิวัฒน์ ปุณโณปกรณ์ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมเปิดโครงการ โดยโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาจัดอบรม 6 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค. – 8 ส.ค. 2569


นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ว่า ธนาคารกรุงเทพมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง” หรือ พศส. ซึ่งทำมาแล้วปีนี้เป็นปีที่ 20 ซึ่งธนาคารเล็งเห็นว่าเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมองค์ความรู้และเปิดมุมมองใหม่ให้แก่ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ภายใต้หัวข้อ “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

“ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ตลอดจนกติกาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย และในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ ประเทศไทยยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 หรือ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ในปีนี้จึงเป็นปีที่เราต้องรับมือกับความเสี่ยง และเป็นโอกาสสำคัญของประเทศในการแสดงศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน ตลอดจนการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำด้านเศรษฐกิจจากทั่วโลก เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้น”


นายไชยฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจประเทศมีความผันผวน บทบาทของข่าวเศรษฐกิจมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในการรายงานข้อเท็จจริง เพื่อช่วยวิเคราะห์ สังเคราะห์ และอธิบายประเด็นเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย เข้าใจผลกระทบและมองเห็นโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง รอบด้าน และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

ขณะที่ รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจอีกปี และหัวข้อของโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 เป็นหัวข้อที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แต่ขอเพิ่มเติมว่าปีนี้เป็นปีของโอกาส และทางรอดอันน้อยนิดของเศรษฐกิจไทย ซึ่งทุกคนจะต้องร่วมกันเร่งหาทางรอดให้เศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง เพราะในขณะนี้เศรษฐกิจของไทยมีความเสี่ยงทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะผลักดันให้เศรษบฐกิจโลกไปทางไหน และยังมีการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่หลายคนมีความกังวลว่าจะเข้ามาทดแทนแรงงานในภาคส่วนใด อาชีพไหนที่จะถูกกระทบให้หายไปบ้าง


“การเตรียมพร้อมในด้าน AI ของจีนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจทาง AI และกำลังกลายเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก และทำให้สหรัฐฯ ต้องเดินเกมสกัดจีน โดยเฉพาะการกีดกันทางการค้า อย่างไรก็ตามท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปจะวิ่งเข้ามาเอเซีย และไทยมีโอกาสจากส่วนนี้ เห็นได้จากการให้การต้อนรับในหลวงและพระราชีนีของเราอย่างยิ่งใหญ่ของ แอมานุแอล มาครง ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส”
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า เราจำเป็นต้องใช้ความได้เปรียบของไทยที่มีอยู่ เพราะประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมทางบกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ทางรอดของเศรษฐกิจไทยที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุดคือ เราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และเร่งเสริมเสน่ห์ของเรา เพื่อดึงนักลงทุนทั่วโลกให้กลับมาที่เรา การทำให้ธุรกิจเราลงทุนได้ง่ายขึ้น (ease doing bussinesss) เป็นสิ่งที่เราต้องเร่งทำให้เร็ว ในขณะที่อีกสิ่งสำคัญซึ่งหอการค้าไทยเห็นว่าต้องดำเนินการคือ การเร่งปราบปรามการคอร์รัปชั่น

“เมื่อวันก่อน ธนาคารโลก เพิ่งปรับระดับประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ ขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง เท่ากับประเทศไทย ซึ่งเป็นโอกาสของเขาในการดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก และข้อที่เขาได้เปรียบเราคือ เขาเป็นประเทศที่มีคนเกิดใหม่มาก เป็นประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ในขณะที่ประเทศเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ และหากถามนักลงทุนว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหน สถานะเราเป็นอย่างไร ที่น่าเป็นห่วงคือช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังค่อยๆ หายไปจากแผนที่โลก ดังนั้น เราจะต้องเปิดรับต่างชาติเข้ามาทำงาน มาอยู่อาศัยในไทย หรือ Expat มากขึ้นเป็นสิ่งที่ต้องเร่ง เพราะข้อดีของไทยคือ เราไม่เคยทะเลาะกับใคร ต้อนรับต่างชาติเสมอ เพื่อที่จะดึงคนและเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศ”


นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะต้องมีกองหลังคือ วินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็ง มีกองกลาง ซึ่งเป็นที่ทำหน้าที่ยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ การรับมือการยกระดับประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมอนาคต พัฒนาให้คนไทยเข้าถึงและมีความสามารถในการใช้ AI การเร่งปรับลดกฎหมายกฎระเบียบ กฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ และการอำนวยความสะดวกผ่านโครงการ Thailand FastPast
“หากเราต้องการเข้าสู่ประเทศรายได้ระดับสูงใน 12 ปีข้างหน้า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง บอกไว้ว่า ประเทศไทยต้องกลับมาโต 3% ขึ้นไปตั้งแต่ปี 2573 และโต 5% ต่อเนื่องไปตั้งแต่ปี 2575 แต่วันนี้ เรายังโตได้ต่ำๆ ที่ 2% และจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ไม่ได้มองว่าไทยจะโตเกิน 3% ใน 5 ปีข้างหน้า นอกเหนือจากการสร้างเสน่ห์ที่เราเคยมีกลับมาแล้ว และต้องหาเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อที่สร้างการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยให้โต 3% หรือ 5% อีกครั้ง ซึ่งแนวทางของ กรอ. ก็เป็นแนวทางที่ดี หรือจะสร้างแลนด์บริจด์ก็ทำได้ ถ้าทำแล้ว ดึงการลงทุนจากจีน จากตะวันออกกลางเข้ามา เพราะการทำเพื่อโลจิติกส์อย่างเดียวไม่พอ ดังนั้น เราต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของเราตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ไม่ให้เสน่ห์ของไทยหายไปตลอดกาล”